• October 31, 2021

โมฮาเหม็ด นาชีด

โมฮาเหม็ด นาชีด

อดีตประธานาธิบดี โมฮาเหม็ด นาชีด จากมัลดีฟส์ ซึ่งเคยจัดการประชุมคณะรัฐมนตรี
ใต้น้ำครั้งแรกของโลกในปี 2552 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือสำหรับประเทศหมู่เกาะที่เสี่ยงจะจมน้ำจากภาวะโลกร้อนได้เป็นตัวแทนประเทศที่เปราะบาง 48 ประเทศ เรียกร้องให้ประเทศที่ก่อมลพิษรายใหญ่ลดการปล่อยมลพิษและสนับสนุนการเงินแก่ประเทศที่อยู่ในแนวหน้าของสภาพอากาศเลวร้ายที่เพิ่มขึ้น
.
ปัจจุบัน โมฮาเหม็ด นาชีด ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาโดยเชาบอกว่า ไม่ได้ “มองโลกในแง่ร้าย”
แต่การประชุม COP26 ในกลาสโกว์ที่เริ่มในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เขาอยากให้กลุ่ม Climate Vulnerable Forum (CVF) ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาจากแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกาที่มีประชากรรวมกันกว่าพันล้านคนร่วมเรียกร้องให้มี “ข้อตกลงฉุกเฉินด้านสภาพอากาศ”
.
เหตุผลก็เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มแผนการลดการปล่อยมลพิษ
ในการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติทุก ๆ ปีจนถึงปี 2568 โดยพยายามให้หนักขึ้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีสที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 ในการจำกัดอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสในศตวรรษนี้ รวมทั้งมีการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ด้วย
.
ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ควรปรับปรุงแผนปฏิบัติการด้านสภาพอากาศแห่งชาติของตน หรือที่เรียกว่า NDCs ทุก ๆ ห้าปี แม้ว่าเส้นตายสำหรับคำปฏิญาณรอบที่สองปี 2563 จะล่าช้าไปหนึ่งปีเนื่องจากการระบาดของโควิด-19
.
Fekadu Beyene กรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ของเอธิโอเปีย กล่าวว่า “เรากำลังเรียกร้องให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่มีความทะเยอทะยานเพิ่มเติมในทุกการประชุม COP”
.
ปัจจุบันเกือบ 50 ประเทศจากประมาณ 190 กว่าประเทศที่ลงนามในข้อตกลงปารีส
ยังไม่ได้ส่งเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษใหม่หรือที่อัปเดตอันเนื่องมาจากการเจรจาที่สำคัญของสหประชาชาติ ขณะเดียวกันจากแผนดังกล่าวที่ส่งมา ผู้ปล่อยรายใหญ่ 2-3 รายแสดงความทะเยอทะยานที่ต่ำหรือไม่มีเลย
.
นอกจากนี้ การให้คำมั่นรอบใหม่ทุก ๆ ห้าปีอาจไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส โดยคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของสหประชาชาติกล่าวว่า จะเป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว การปล่อยมลพิษจะต้องลดลง 45% หรือต่ำกว่าระดับ 2553 ภายในปี 2573
.
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสหประชาชาติประเมินว่าการปล่อยมลพิษจะเพิ่มขึ้น 16% ในทศวรรษนี้จากระดับปี 2562 เว้นแต่ว่าความพยายามจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในรายงานขององค์การสหประชาชาติอีกฉบับที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้คาดการณ์ว่าแม้ปัจจุบันจะมีความพยายามลดการปล่อยมลพิษ แต่ไม่มากพอและทำให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.7 องศาเซลเซียสในศตวรรษนี้
.
ตัวเลขนี้ย่อมสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกหรือกลุ่ม G20 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลก ขณะที่บางประเทศยังไม่ได้ส่งเป้าหมายการลดก๊าซอย่างเป็นทางการซึ่งรวมถึงอินเดีย รัสเซีย และบราซิล
.
Patricia Espinosa หัวหน้าสภาพอากาศของสหประชาชาติกล่าวว่า ข้อตกลงปารีสอนุญาตให้รัฐบาลปรับปรุงแผนของพวกเขาได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ทุก ๆ ห้าปี ด้วยคำปฏิญาณในการลดการปล่อยมลพิษยังคง “ห่างไกลจากความต้องการในปี 2030” “ ประเทศต่าง ๆ จึงควรทบทวน NDC อย่างต่อเนื่อง
.
ทว่า บางประเทศโต้แย้งว่า ประเทศยากจนไม่ควรต้องทบทวนมาตรการในแต่ละปี หากการสนับสนุนเงินทุนจากประเทศร่ำรวยยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าที่สัญญาไว้ว่าจะสนับสนุนเงินจำนวนหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ทุกปีเพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาควบคุมการปล่อยคาร์บอนและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพอากาศ
.
ในความเป็นจริงก็คือประเทศที่ร่ำรวยไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นความล้มเหลวที่อาจบ่อนทำลายการประชุม COP26 ที่กำลังเริ่มขึ้น

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวโมฮาเหม็ด นาชีด น่ากินแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> kungfu-toa ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *